วันศุกร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2553

สายพานหน้าเครื่องยนต์ 1JZ GTE

เครื่องยนต์ 1JZ GTE ใช้สายพานหน้าเครื่องเพียงเส้นเดียว ทำหน้าที่ทุกอย่าง ทั้งปั่นไดชาร์จ คอมแอร์ พวงมาลัยพาวเวอร์ ปั๊มน้ำและปั๊มพัดลม มีลูกรอกสร้างความตึงสายพานอัตโนมัติ สายพานจะวกวนไปมา สามารถหมุนพูเล่ย์ได้ทุกตัว เมื่อมีสายพานเส้นเดียว ข้อดีคือซื้อเปลี่ยนใหม่แค่ครั้งละเส้นเดียว ข้อเสียคือเมื่อใช้ไปนานๆ การหมุน แรงดึง เสียดสี และความร้านทำให้สายพานเสื่อมสภาพ ปริแตกและอาจจะขาดได้ ดังนั้นเมื่อสายพานขาดทุกอย่างก็จะหยุดทำงาน รถก็ไม่สามารถวิ่งต่อไปได้

จากรูป มองจากหน้าเครื่องยนต์ 1JZ GTE

CK คือพูลเล่ย์เครื่องยนต์ ต้นกำลังกำเนิดการหมุน
TE คือลูกรอก ตัวช่วยสร้างความตึงให้สายพาน มีสปริงดันให้สายพานตึงอยู่ตลอดเวลา
AL คือพูลเล่ย์ไดชาร์จ (Alternator)
WP คือพูลเล่ย์ปั๊มน้ำและปั๊มไฮดรอลิก
VP คือพลูเล่ย์ปั๊มพวงมาลัยพาวเวอร์
AC คือพลูเล่ย์คอมเพรสเซอร์แอร์

จะนั้นต้องคอยตรวจสอบสายพานดู ว่ามีรอยปริแตกหรือไม่ ถ้าเริ่มมี ก็สมควรเปลี่ยนเสียก่อนที่มันจะขาดลงกลางทาง เพราะรถมันจะวิ่งต่อไปไม่ได้เลย

วันพฤหัสบดีที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2553

การเช็ค CODE ของเครื่องยนต์ 1JZ

การเช็ค Code ของเครื่องยนต์ 1JZ เพื่อต้องการทราบว่าเครื่องมีปัญหาอะไรบ้าง ก็คือการดูไฟ Check Engine ของเครื่องยนต์เบื้องต้น ทำให้รู้ว่า วายริ่งสายไฟมาครบหรือเปล่า และสามารถตรวจสอบ Sensor ต่างๆว่ายังใช้งานได้ปกติดีอยู่หรือไม่

วิธีการเช็ค
1.ต้องหาขั้วปลั๊ก Diagnosis ก่อน ซึ่งจะอยู่ใกล้ๆกับท่อร่วมไอดี จะเป็นกล่องสี่เหลี่ยมเล็ก สีดำหรือสีเทา มีตัวหนังสือ Diagnosis อยู่บนฝาปิด
2.หาสายไฟเส้นเล็กๆ Jump ขั้ว TE1 กับ ขั้ว E1 (โดยสามารถดู Diagram จากด้านในของฝาปลั๊กที่ปิดอยู่)
3.เปิด Sw. กุญแจไปที่ตำแหน่ง On
4.ถ้าเป็นเกียร์ Automatic ต้องกด Sw. Overdrive เป็น On (ไฟ O/D ดับ)
5.ให้นับไฟที่กระพริบที่ตำแหน่งไฟ O/D สมมุติว่าไฟกระพริบติดกัน 4 ครั้งแล้วหยุดนิดหนึ่ง แล้วไฟกระพริบต่อ ติดกันอีก 2 ครั้ง แล้วหยุด ก็แสดงว่าเช็ค Code ได้ เลข 42

จากนั้นก็ไปเทียบกับตารางเช็ค Code ดู ว่าหมายความว่าอย่างไร ในกรณีที่ไม่มีไฟที่หน้าปัด ก็ให้หาหลอดไฟ 12Volt มาต่อจากกล่อง ECU โดยตรงเลย โดยต่อที่ขา W กับ ขั้วบวก ได้เลย สรุปว่าจะทำการ Check Code เองนั้น ต้องมีความรู้พื้นฐานมาบ้างพอสมควร หรือเคยคลุกคลีกับเครื่องยนต์ 1JZ มาก่อน

วันพุธที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ขับให้สนุกกับเครื่องยนต์ 1JZ เกียร์ AUTO

การขับรถยนต์เครื่อง 1JZ เกียร์ Auto แบบซิ่งนั้น คงทำได้เทียบเท่ากับเกียร์ Manual นั้น คงทำไม่ได้แน่นอน แต่เราสามารถใช้เกียร์ Auto ขับให้สนุกได้เหมือนกัน โดยที่เครื่องยนต์ต้องวางมาสมบูรณ์ วายสายไฟมาแบบครบๆ และที่สำคัญในการขับรถซิ่งๆคือระบบเบรคต้องหยุดได้ตามใจเรา ในส่วนอื่นก็เป็นปุ่มขับรถแบบ Sport หรือปุ่ม Power และรู้จักการใช้ปุ่ม O/D ให้เป็นด้วย นอกจากปุ่มต่างๆแล้วการคิกดาวน์ก็เป็นส่วนสำคัญ เพื่อต้องการลดเกียร์ลงมาเพื่อต้องการแรงบิดอย่างรวดเร็ว

ปุ่ม O/D (Overdrive) เป็นปุ่มที่มีอยู่ในรถยนต์เกียร์ Auto ซึ่งส่วนมากจะอยู่บริเวณคันเกียร์ หน้าที่ก็คือเป็นตัวเลือกว่าจะใช้หรือไม่ใช้ เกียร์ Overdrive ซึ่งมักจะเป็นเกียร์ตำแหน่งสุดท้ายที่มีอัตราทดต่ำกว่า 1:1 เพื่อมีไว้ลดรอบการทำงานของเครื่องยนต์ โดยปกติเราจะ On ปุ่ม O/D ไว้ เพื่อให้รถวิ่งไปถึงเกียร์ 4 แต่พอเรา Off ปุ่ม O/D ในขณะที่รถอยู่ที่เกียร์ 4 ก็จะลดเกียร์ลงมาที่เกียร์ 3 ทันที่

ส่วนการคิกดาวน์ก็ทำงานคล้ายๆกับปุ่ม O/D ถ้าเราคิกดาวน์เครื่องยนต์จะลดเกียร์ลงมาเหมือนกัน เพียงแต่ว่าถ้าเราคิกดาวน์แรงๆ จะทำให้เครื่องยนต์ลดเกียร์ลงมาให้ต่ำลงไปอีก 1เกียร์ เมื่อรู้เทคนิคการใช้ปุ่มต่างๆ และรู้จักการใช้เท้าเหยียบคันเร่งแบบไหนแล้ว การขับรถยนต์เครื่อง 1JZ เกียร์ Auto ได้สนุกใกล้เคียงกับเกียร์ Manual เลยทีเดียว

วันอังคารที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2553

เลือกท่อไอเสียให้เหมาะสมกับเครื่องยนต์ 1JZ


ท่อไอเสียของรถยนต์นั้น ก็มีส่วนสำคัญไม่น้อย ที่จะทำให้รถวิ่งได้เต็มกำลังแรงม้า ถ้าทำมาผิดสูตรของเครื่องยนต์ชนิดนั้นๆ มันก็ทำให้รถวิ่งไม่ได้ตามสมควรที่มันจะวิ่ง เพราะฉนั้นจึงมีสูตรของแต่ละชนิดเครื่องยนต์ มาดูกันว่ารถยนต์ที่วางเครื่องยนต์ 1JZ จะต้องมีท่อไอเสียแบบไหน อย่างไร

สำหรับเครื่องยนต์ 1JZ GE ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ JZ ชนิดไม่มี Turbo ก็จะต่างกับเครื่องยนต์ชนิด มี Turbo โดยส่วนมากแล้วเครื่องยนต์ 1JZ GE เกียร์ Auto จะใช้ขนาดของท่อไอเสียอยู่ที่ประมาณ 2.2-2.5 นิ้ว ทั้งเส้น เพิ่มความเงียบด้วยหม้อพักกลางไส้เยื้องขนาดใหญ่หน่อย ตามด้วยท่อใบปลายไส้ตรงอีกซักใบ ก็จะได้เสียงเงียบ ทุ้มๆ โดยที่วิ่งในรอบจัดก็ได้เสียงที่ดังกำลังดีแบบนุ่มๆ ลึกๆ

และสำหรับเครื่องยนต์ 1JZ GTE ในรุ่นที่มี Turbo นั้น ท่อจะใช้ขนาด 3.0 นิ้วทั้งเส้น เดินลงไปหน้าเพลา ออกปลายท่อใบใหญ่ๆ ไส้ตรง เสียงออกมาจะค่อนข้างดัง แต่นิยมกันเพราะมันได้สูตรของ 1JZ GTE แต่ถ้าอยากให้เสียงเงียบลงมาหน่อยก็เพิ่มพักกลางแบบใบรีๆซักใบ ไม่ต้องใหญ่มาก ก็ช่วยได้เยอะเลยที่เดียวแถมกำลังแรงม้าก็ยังมาได้อยู่แบบครบๆ ในส่วนของวัสดุจะเลือกแบบเหล็กหรือสแตนเลสก็อยู่ที่งบประมาณของแต่ละคนแล้วกัน

วันพฤหัสบดีที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2553

เครื่องยนต์ 1JZ GTE ออกตัวเกียร์ D ไม่มีแรง

ปัญหาของเครื่องยนต์ 1JZ GTE ที่ออกตัวเกียร์ D แล้วไม่ค่อยมีแรงขับเคลื่อนนั้น อาจจะเกิดได้จากปัญหาหลายๆอย่าง แต่หลังจากที่เจอปัญหานี้ด้วยตัวเอง จึงได้รู้ว่าปัญหานี้เกิดจากอะไร

หลังจากได้ทดสอบเบื้องต้น รถสามารถออกตัวเกียร์ L และ 2 ได้ปกติ โดยเมื่อรถวิ่งไปแล้วปรับไปเกียร์ก็สามารถวิ่งได้ปกติ แต่เมื่อชลอรถช้าลงจนหยุดแล้วออกตัวใหม่ก็จะเป็นเหมือนเดิม จากการคาดคะเนแล้วปัญหาน่าจะมาจาก Solinoid ของชุดเกียร์ มีความสกปรก อุดตันจากสาเหตุน้ำมันเกียร์เก่าเกินไป จนไม่สามารถทำงานได้สะดวก อาจจะต้องรื้อถอดออกมาล้างทำความสะอาด ก็คงจะแก้ไขปัญหานี้ได้

แ่ต่การที่ Solinoid ของชุดเกียร์จะทำงานได้ก็ต้องสั่งการด้วยกล่อง ECU (Engine Control Unit) ซึ่งจากการเช็คโค๊ดของกล่อง ECU แล้ว จะได้โค๊ด 62, 63 และหลังจากตรวจสอบโค๊ด 62, 63 แล้วเป็นอาการของ Solinoid ของชุดเกียร์ไม่ทำงาน จึงได้ทดลองสลับกล่อง ECU ที่ใช้งานได้ปกติดูผลปรากฎว่าสามารถใช้งาน ออกตัวเกียร์ D ได้ปกติ

เนื่องจากมีกล่อง ECU ทดลองสับเปลี่ยน จึงไม่ต้องเสียเวลาในการรื้อ Solinoid ของชุดเกียร์ออกมาตรวจเช็ค ส่วนกล่อง ECU ที่มีปัญหาก็ซื้อหามาเปลี่ยนใหม่ ในตลาดเชียงกงก็สนนราคาอยู่ประมาณ 4000-5500 บาท หรือจะส่งไปซ่อมก็ราคาร้านซ่อมอย่างต่ำ ถ้ารื้อซ่อมแล้วคงต้องโดนอย่างน้อย 2500 บาทแน่ๆ นอกเสียจากมีความรู้จักกับช่างซ่อมก็อาจจะได้ในราคาที่ถูกหน่อย จากนั้นเราก็กลับมาขับขี่เครื่องยนต์ 1JZ GTE อย่างสนุกสนาน เร้าใจ ได้เช่นเคย

วันอังคารที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2553

การเพิ่มแรงดันน้ำมันให้เครื่องยนต์ 1JZ


การเพิ่มแรงดันน้ำมันให้เครื่องยนต์ 1JZ

เครื่องยนต์ 1JZ GTE ในรุ่นของ Turbo ถ้าหากเครื่องยนต์มีการปรับบูชเพิ่มจากเดิม 0.7 bar แล้วนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเพิ่มแรงดันน้ำมันให้เหมาะสม พอเพียง กับบูชที่เพิ่มขึ้นไปด้วย วิธีหนึ่งที่จะเพิ่มแรงดันน้ำมันให้เครื่องยนต์ JZ คือเพิ่มตัวปั๊มติ๊กขึ้นอีก 1 ตัว โดยเลือกที่มีขนาดใหญ่ขึ้นมาอีกหน่อย และสร้างถังเก็บน้ำมันใหม่อีกหนึ่งถัง (ถัง A) สามารถทำได้จากวัสดุท่ออลูมิเนียมขนาดกว้าง 3นิ้ว ยาวประมาณซัก 6นิ้ว จากนั้นก็เพิ่มตัวควบคุมแรงดันน้ำมันให้สม่ำเสมอด้วยตัวเรกูเรตอีกตัว เพื่อกักน้ำมันไว้ในกรณีที่เครื่องติดบูชหนักๆ

การทำงาน (ตามรูป)

เมื่อเครื่องยนต์ 1JZ เริ่มทำงาน ปั๊มติ๊กตัวที่ 1 จะเริ่มส่งน้ำมันมายังถัง A เพื่อเป็นจุดพักน้ำมัน (ในส่วนนี้ยังเป็นแรงดันน้ำมันต่ำอยู่) โดยที่ปั๊มติ๊กตัวที่ 2 จะส่งน้ำมันต่อไปยังรางหัวฉีดและจ่ายให้กับหัวฉีด (ในส่วนนี้จะเป็นแรงดันน้ำมันสูงแล้ว) เนื่องจากแรงดันน้ำมันที่ส่งไปยังชุดหัวฉีด จะถูกปิดกั้นด้วยตัวเรกูเรต ไม่ให้น้ำมันรีเทิร์นกลับไปยังถัง A ในปริมาณที่มากเกินไป ซึ่งจะมีท่อแวคคั่มเป็นตัวรับแรงดันบูชมากหรือน้อย มาคอยหรี่วาล์วของเรกูเรตไว้ คือเมื่อแรงบูชต่ำวาล์วเรกูเรตจะเปิดวาล์วไว้เพื่อให้น้ำมันไหลย้อนกลับแต่เมื่อแรงบูชสูงๆก็จะหรี่ จากตัวถัง A ก็จะมีท่อน้ำมันรีเทิร์นไหลย้อนกลับไปถังน้ำมันปกติอีกต่อหนึ่ง ฉนั้นเมื่อปรับบูชเพิ่ม แรงดันน้ำมันเพิ่ม อากาศไอดีเหมาะสม ก็จะสร้างแรงม้า มาได้เต็มๆอย่างแน่นอน

วันอาทิตย์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2553

การปรับบูชเพิ่มให้เครื่องยนต์ 1JZ

โดยปกติแล้วเครื่องยนต์ 1JZ GTE แรงดันอากาศบูชเดิมอยู่ที่ 0.7 บาร์ (1 bar=14.5 psi) ขณะที่เราวิ่งแค่บูชเดิม ก็สร้างสีสันได้แล้วพอสมควร แต่ถ้ายังไม่พอใจก็ต้องมีการปรับบูชเพิ่มขึ้นมาซึ่งเครื่องยนต์ JZ เดิมๆยังพอรองรับบูชเพิ่มได้อยู่ แต่คงปรับได้อย่ามากมายจนเกินไป น่าจะปรับเพิ่มมาได้อีกแค่ 1.1 บาร์ หรืออาจมากกว่านี้ก็ได้ ถ้าวิ่งในช่วงเวลาสั้นๆ ไม่กีวินาที หากวิ่งลากเครื่องยนต์ยาวๆจะทำให้เกิดผลเสียกับเครื่องยนต์ได้

เมื่อเราจะปรับบูชเพิ่มให้เครื่องยนต์ 1JZ GTE นั้น ไม่ใช่ว่ามีแค่ตัวปรับบูสเท่านั้นก็จะทำงานได้สมบูรณ์แล้ว จะต้องมีองค์ประกอบอีกหลายอย่างที่ต้องเพิ่มเสริมเข้าไปอีก เพื่อรองรับบูชที่เพิ่มมา เช่นการเพิ่มแรงดันน้ำมันเชื้อเพลิง การปรับเปลี่ยนชุดหัวฉีดน้ำมันให้ใหญ่ขึ้น การต่อเพิ่มกล่องพ่วง e-manage เข้าไป และต้องมีตัว FCD เพื่อปลดบูชของเครื่องยนต์ 1JZ GTE ก่อนด้วย (หน้าที่ของ FCD คือไปหลอกกล่องไม่ให้ตัดการจ่ายน้ำมัน) นอกนั้นก็รวมไปถึงช่วงล่าง อัตราทด ล้อ ยาง การระบายไอเสีย ขนาดของ Inter การเดินทางของไอดี อุณหภูมิของไอดี และอีกหลายๆอย่าง

ฉนั้นถ้าต้องการปรับบูชเพื่อเพิ่มความแรงนั้น แน่นอนรายจ่ายที่จ่ายเพิ่มอีกหลายบาทอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ต้องลองคิดดูว่าจะเพิ่มความแรงไปทำอะไร ถ้าวิ่งใช้งานประจำวันก็ไม่จำเป็นต้องปรับเพิ่มซึ่งเดิมๆ มันตอบสนองได้ดีอยู่แล้ว หากแต่ปรับแต่งเพื่อการแข่งขันในสนามแข่งมันก็จำเป็นที่ต้องปรับเพิ่มเป็นธรรมดา ก็ให้คำนึงไว้ว่า "แรงตามตังค์ พังตามเท้า" เรานั้นและ